สายลับสวยประหาร! อาวุธลับเกาหลีเหนือพิฆาตศัตรู

มือสังหารหญิง ที่ติดอาวุธด้วยรูปลักษณ์ที่ดูดี พร้อมอุปกรณ์โจมตีด้วยยาพิษ กำลังเป็นอาวุธลับสำคัญที่ผู้ปกครองเกาหลีเหนือเลือกมาใช้ในการกำจัดศัตรูของตน

เป็นความเห็นที่มาจากนายอัน ชาน-อิล อดีตเจ้าหน้าที่หน่วยคอมมานโดเกาหลีเหนือที่แปรพักตร์มาอยู่เกาหลีใต้ตั้งแต่ปี 1979 และกลายมาเป็นนักวิจารณ์ชื่อดังจากการวิพากษ์ระบอบอำนาจเผด็จการโดยผู้ปกครองคนเดียวในเกาหลีเหนือ หลังจากเกิดเหตุการณ์ลอบสังหารชายรายหนึ่งที่สื่อสำนักต่างๆรายงานว่าคือ นายคิม จอง นัม พี่ชายของนายคิม จอง อึน ผู้นำสูงสุดเกาหลีเหนือ ที่ถูกลอบฆ่าขณะกำลังจะขึ้นเครื่องบินจากสนามบินนานาชาติกรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย ไปยังมาเก๊า เมื่อช่วงสายของวันจันทร์( 13 ก.พ.) โดยข่าวทุกกระแสชี้เป้ามือสังหารไปที่หญิงผู้ต้องสงสัย 2 คนที่เชื่อว่าเป็นสายลับหญิงของเกาหลีเหนือ ที่ถูกส่งมาให้ใช้ยาพิษในการปลิดชีพพี่ชายต่างมารดาของผู้นำคิม

ส่วนศพผู้ตายจะใช่นายคิม จอง นัม จริงหรือไม่ แล้วใครเป็นคนสั่งฆ่า และมีแรงจูงใจใดในการสั่งฆ่า คำถามเหล่านี้ยังคงเป็นปริศนา ที่รอการคลายปมอยู่

ประเด็นหนึ่งที่เป็นน่าสนใจในตอนนี้ คือ วิธีการใช้สายลับลอบสังหาร ซึ่งเป็นยุทธวิธีที่นิยมใช้กันในยุคหลังสงครามเย็น

นายอัน ชาน-อิล บอกว่า สายลับหญิงที่เชื่อว่าสามารถเข้าถึงหัวใจศัตรูได้ดีกว่า ถูกเลือกมาใช้เป็นอาวุธลับแทนสายลับชายมากขึ้นในการกำจัดเป้าหมาย โดยในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้สายลับชายของเกาหลีเหนือมักถูกใช้ให้ไปทำงานด้านการรวบรวมข่าวกรอง หรือคอยติดต่อประสานงานกับสายลับคนอื่นๆมากขึ้น ส่วนสายลับหญิงเกาหลีเหนือ “ถูกฝึกให้เป็นมือสังหาร โดยใช้ยาพิษ”

“พวกเธอสามารถซุกซ่อนเข็มฉีดยาพิษขนาดเล็กที่ทำจากพลาสติกติดตัวเอาไว้ได้อย่างง่ายๆ ทั้งในแท่งลิปสติก เครื่องสำอาง หรือ ใต้เสื้อผ้า โดยการใช้เครื่องมือที่ทำจากพลาสติกทำให้รอดพ้นจากเครื่องตรวจจับวัตถุที่สนามบินได้ง่ายด้วย” นายอันกล่าว

และว่า การมีรูปร่างหน้าตาดี เป็นคุณสมบัติจำเป็นสำหรับสายลับหญิง แต่จะแตกต่างไปจากเวทีความงาม หญิงสาวที่รูปร่างมีส่วนเว้าส่วนโค้งไม่ได้เป็นแบบอย่างที่เหมาะกับการจะมาเป็น “มือสังหาร” ที่จำเป็นจะต้องใช้ร่างกายในการติดต่อสัมผัสกับเป้าหมาย

แต่ก่อนที่สายลับหญิงเหล่านี้จะเริ่มทำงานได้ พวกเธอจะต้องเข้ารับการฝึกเป็นเวลานานหลายเดือน ซึ่งรวมถึงการทำงานที่ต้องใช้พละกำลังอย่างมาก การฝึกทักษะการต่อสู้ การสอดแนมและการใช้อาวุธต่างๆ ตลอดจนเข้าคอร์สเรียนภาษา

ขณะที่ตำรวจมาเลเซียที่เป็นเจ้าของพื้นที่เกิดเหตุกำลังสอบปากคำหญิงต้องสงสัย 2 ราย ที่รายหนึ่งถือพาสปอร์ตเวียดนาม และอีกรายถือพาสปอร์ตอินโดนีเซีย ซึ่งถูกจับกุมหลังการฆาตกรรมชายที่เชื่อว่าเป็นนายคิม จอง นัม

นายอัน ชาน-อิล ก็ตั้งข้อสังเกตด้วยว่า เป็นเรื่องที่น่าแปลก เพราะหากมือสังหาร เป็นสปายเกาหลีเหนือจริง “เธอควรจะต้องทำให้ตัวเองหายตัวไป หรือจะต้องฆ่าตัวตาย หากตนเองตกอยู่ในความเสี่ยงที่จะถูกจับตัวได้”

แต่สิ่งที่เกิดขึ้นดูเหมือนจะอยู่นอกตำราสายลับ!

ที่ผิดไปจากสายลับเกาหลีเหนือ 2 คน ที่พยายามฆ่าตัวตายด้วยการกัดแคปซูลบรรจุสารพิษไซยาไนด์ ซึ่งซ่อนอยู่ในมวนบุหรี่ หลังจากพวกเขาถูกจับตัวได้ที่ประเทศบาห์เรนในปี 1987 หลังก่อเหตุระเบิดเครื่องบินเกาหลีใต้ โดยสายลับชายตายในทันที

ส่วนคิม ฮยอน-ฮี สายลับหญิง รอด! ที่ภายหลังถูกนำตัวมายังกรุงโซล โดยเธอรับสารภาพว่าร่วมก่อเหตุวินาศกรรมเครื่องบินของเกาหลีใต้ เพื่อหวังจะขัดขวางการจัดมหกรรมกีฬาโอลิมปิกฤดูร้อนที่กรุงโซลเป็นเจ้าภาพในปี 1988…

ใส่ความเห็น